มะเร็งช่องปาก เกิดจากอะไร? รู้ปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนก่อนลุกลาม
27 กุมภาพันธ์ 2026

มะเร็งช่องปาก (Oral Cancer) เป็นหนึ่งในหัวข้อทางทันตแพทยศาสตร์ที่สำคัญและร้ายแรง เนื่องจากเป็น โรคมะเร็ง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการรับประทานอาหาร การพูด และความสวยงามของใบหน้า ในเชิงสถิติพบว่าโรคนี้มักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2 เท่า และพบมากในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าแนวโน้มการเกิด รอยโรค ก่อนมะเร็งเริ่มพบได้ในกลุ่มประชากรที่อายุน้อยลง ซึ่งสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อม
ทำความรู้จักกับ “มะเร็งช่องปาก”
ในทางพยาธิวิทยา มะเร็งช่องปากคือความผิดปกติของเซลล์เนื้อเยื่อบุผิว (Squamous Cell) ที่เกิดการกลายพันธุ์และแบ่งตัวอย่างไม่จำกัด (Abnormal Proliferation) จนกลายเป็น เนื้อร้าย ที่สามารถลุกลามทำลายเนื้อเยื่อปกติข้างเคียง และมีความสามารถในการแพร่กระจายไปยังระบบน้ำเหลืองหรืออวัยวะที่ห่างไกลได้
ตำแหน่งที่มักพบรอยโรค
- ลิ้น: มักพบที่บริเวณขอบลิ้นด้านข้าง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีการเสียดสีบ่อย
- พื้นช่องปาก: บริเวณใต้ลิ้นซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางและดูดซึมสารเคมีได้ง่าย
- กระพุ้งแก้มและเหงือก: มักสัมพันธ์กับการระคายเคืองเรื้อรัง
- ริมฝีปากและเพดานปาก: พบได้น้อยกว่าแต่มีความรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา
ปัจจัยเสี่ยงหลัก: มะเร็งช่องปาก เกิดจากอะไร?
สาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้มาจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ปัจจัยส่งเสริม” ที่ทำให้เซลล์เกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนี้:
1. สารเคมีและความร้อนจากการสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยอันดับต้นๆ สารก่อมะเร็งในควันบุหรี่ เช่น ไนโตรซามีน (Nitrosamines) และน้ำมันดิน (Tar) จะเข้าไปทำลาย DNA ของเซลล์ในช่องปากโดยตรง นอกจากนี้ “ความร้อน” จากการเผาไหม้ยังทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะเนื้อเยื่อหนาตัวผิดปกติ
2. การดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง
แอลกอฮอล์ทำหน้าที่เป็น “ตัวทำละลาย” ที่ช่วยให้สารก่อมะเร็งจากแหล่งอื่นเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้น ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า และหากทั้งดื่มและสูบบุหรี่ร่วมด้วย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ (Synergistic Effect)
3. พฤติกรรมการเคี้ยวหมากและยาเส้น
ในผลหมากมีสาร Alkaloids ที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง ผสมผสานกับ “ปูนขาว” ที่มีฤทธิ์เป็นด่างจัด ซึ่งจะกัดกร่อนและก่อให้เกิดแผลเรื้อรัง (Chronic Traumatic Ulcer) ทำให้เซลล์บริเวณกระพุ้งแก้มเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
4. ความเสี่ยงจากปัจจัยอื่น ๆ
เป็นปัจจัยที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ระวัง เช่น ฟันแตก ขอบฟันคม หรือการใส่ ฟันปลอมที่หลวม จนกดทับเหงือกเป็นเวลานาน การบาดเจ็บซ้ำๆ ณ จุดเดิมเป็นเวลาหลายปีจะกระตุ้นให้เซลล์พยายามซ่อมแซมตัวเองจนเกิดความผิดพลาดและกลายเป็นเนื้อร้าย
สัญญาณเตือนและ “อาการ” ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ
อาการเบื้องต้นของ มะเร็งช่องปาก มักไม่มีความเจ็บปวด ทำให้ถูกละเลย แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้เกิน 2 สัปดาห์ ควรพบทันตแพทย์ทันที:
| ลักษณะที่พบ | รายละเอียด |
| รอยโรคสีขาว/แดง | เป็นแผ่นฝ้าขาว (Leukoplakia) หรือปื้นแดง (Erythroplakia) ที่เช็ดไม่ออก |
| แผลเรื้อรัง | แผลคล้ายแผลร้อนในที่เจ็บหรือไม่เจ็บก็ได้ แต่ไม่หายเองภายใน 2-3 สัปดาห์ |
บทสรุปและแนวทางการป้องกัน มะเร็งช่องปาก
การป้องกัน โรคมะเร็ง ช่องปากเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ลดละเลิกปัจจัยเสี่ยง และที่สำคัญที่สุดคือการเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากโดยละเอียดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
การตรวจคัดกรองมะเร็งโดยทันตแพทย์ (Oral Cancer Screening) สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Pre-cancerous stage) ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและความสำเร็จในการรักษาได้อย่างมาก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย
