In Remembrance of Her Majesty Queen Sirikit
recyglo-logo

สุขภาพช่องปาก แม่สำคัญกับลูกน้อย: สุขภาพจากแม่สู่ลูกที่คุณอาจไม่เคยรู้

07 สิงหาคม 2026

สุขภาพช่องปาก แม่สำคัญกับลูกน้อย: สุขภาพจากแม่สู่ลูกที่คุณอาจไม่เคยรู้

การเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ในครอบครัวเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุขและความตื่นเต้น คุณแม่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการบำรุงร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การตรวจครรภ์ตามนัด รวมถึงการเตรียมของใช้สำหรับทารกแรกเกิด อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งมิติสุขภาพที่สำคัญไม่แพ้กัน แต่กลับมักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือ “สุขภาพช่องปาก” ของคุณแม่นั่นเอง

หลายคนอาจสงสัยว่า ปัญหาในช่องปากของคุณแม่จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์หรือเด็กแรกเกิดได้อย่างไร ในความเป็นจริง สุขภาพช่องปากของแม่และลูกมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่คิด ทั้งในแง่ของการถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรีย และผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

1. เชื้อแบคทีเรีย: ปัจจัยเสี่ยงโรคฟันผุจากแม่สู่ลูก

ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพช่องปากของแม่และลูกเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกเกิด แม้ทารกแรกเกิดจะยังไม่มีฟันขึ้นในช่องปาก แต่ช่องปากของเด็กก็พร้อมที่จะรับเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “คุณแม่” ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับลูกมากที่สุด

แบคทีเรียตัวการร้ายส่งผ่านได้อย่างไร?

เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดฟันผุ คือ Streptococcus mutans เชื้อชนิดนี้สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ผ่านทางน้ำลายในชีวิตประจำวัน เช่น:

  • การเป่าอาหารให้ลูกเพื่อคลายความร้อน
  • การใช้ช้อน ส้อม หรือภาชนะร่วมกัน
  • การจูบหรือหอมแก้มบริเวณริมฝีปากของลูกน้อย

ทำไมฟันผุของคุณแม่ถึงเพิ่มความเสี่ยงให้ลูก?

หากคุณแม่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก มีฟันผุหลายซี่ที่ยังไม่ได้รับการรักษา ในช่องปากจะมีปริมาณเชื้อแบคทีเรียสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้โอกาสที่จะถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียไปสู่ลูกน้อยมีสูงขึ้นตามไปด้วย

มีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กที่คุณแม่มีสุขภาพช่องปากไม่ดี มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาสุขภาพช่องปากและโรคฟันผุมากกว่าเด็กที่คุณแม่มีสุขภาพช่องปากดีถึง 5 เท่า การที่เด็กได้รับเชื้อแบคทีเรียตั้งแต่อายุยังน้อย ประกอบกับโครงสร้างฟันน้ำนมที่ยังมีชั้นเคลือบฟันบางกว่าฟันแท้ จะทำให้ฟันน้ำนมของลูกน้อยเกิดการผุได้ง่าย รวดเร็ว และลุกลามได้มากกว่าปกติ

2. โรคปริทันต์อักเสบในหญิงตั้งครรภ์: ปัญหา สุขภาพช่องปาก ที่ส่งผลมากกว่าแค่ในช่องปาก

นอกเหนือจากเรื่องฟันผุและการถ่ายทอดเชื้อแบคทีเรียแล้ว สุขภาพของเหงือกหรือโรคปริทันต์ของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อทารกในครรภ์

ฮอร์โมนการตั้งครรภ์กับภาวะเหงือกอักเสบ

ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณเหงือกขยายตัว และไวต่อการกระตุ้นของคราบพลัค (Plaque) มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้คุณแม่อาจมีอาการเหงือกบวม แดง เลือดออกง่ายขณะแปรงฟัน ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า โรคเหงือกอักเสบขณะตั้งครรภ์ (Pregnancy Gingivitis)

หากภาวะเหงือกอักเสบนี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง คราบแบคทีเรียจะสะสมลึกลงไปจนกลายเป็น โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) ซึ่งเป็นการอักเสบเรื้อรังที่ทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกเบ้าฟัน

ความเชื่อมโยงกับการคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักน้อย

งานวิจัยทางทันตแพทย์และสูตินรีเวช พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างโรคปริทันต์อักเสบในหญิงตั้งครรภ์กับความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรังในช่องปาก เชื้อแบคทีเรียและสารก่อการอักเสบ (Pro-inflammatory cytokines) จากเหงือกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปถึงมดลูกรวมถึงรกได้ สารเหล่านี้จะสะสมบริเวณทารกและรก ทำให้เกิดการอักเสบภายในมดลูกขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อ:

  • การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth): คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์
  • ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ (Low Birth Weight): ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม

การคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดน้อยอาจส่งผลต่อพัฒนาการ อวัยวะภายใน รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันของลูกน้อยในระยะยาว การดูแลสุขภาพเหงือกของคุณแม่จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่เป็นการปกป้องสุขภาพของทารกตั้งแต่ยังไม่ออกมาจากครรภ์

3. แนวทางการดูแลและป้องกันปัญหาสำหรับคุณแม่

ข่าวดีคือ ปัญหาสุขภาพช่องปากส่วนใหญ่สามารถป้องกันและแก้ไขได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีและทันท่วงที การส่งเสริมสุขภาพช่องปากของคุณแม่ตั้งแต่เริ่มระยะตั้งครรภ์ ไปจนถึงระยะหลังคลอด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันสุขภาพช่องปากที่ดีให้แก่ลูกน้อย

การทำความสะอาดช่องปากอย่างถูกวิธีด้วยตนเอง เพื่อรักษา สุขภาพช่องปาก

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง: ใช้ยาสีฟันที่มีผสมฟลูออไรด์ เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เคลือบฟันและลดการเกิดฟันผุ
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน: การแปรงฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดบริเวณซอกฟันได้หมด การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารตามซอกฟัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเหงือกอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการทานของหวานจัด ของทานเล่นระหว่างมื้อ และการชิมอาหารหรือเป่าอาหารให้ลูกโดยใช้ภาชนะร่วมกัน

การรับบริการทางทันตกรรมขณะตั้งครรภ์

คุณแม่หลายท่านอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการทำฟันขณะตั้งครรภ์ แต่ในความเป็นจริง การรับบริการทางทันตกรรมบางประเภทไม่เพียงแต่ปลอดภัย แต่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง:

  • การขูดหินปูนหรือการทำ GBT (Guided Biofilm Therapy): ช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย ลดภาวะเหงือกอักเสบและความเสี่ยงของโรคปริทันต์อักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การอุดฟัน: การบูรณะฟันที่ผุจะช่วยกำจัดรอยโรค และลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุในช่องปากของคุณแม่ให้น้อยลง ซึ่งเป็นการลดโอกาสการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ลูกน้อยได้อย่างตรงจุด

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำฟัน: แม้ว่าการตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนจะสามารถทำได้ตลอดการตั้งครรภ์ แต่ช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและเหมาะสมที่สุดในการทำหัตถการทางทันตกรรมคือ ช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ (อายุครรภ์ 14-28 สัปดาห์) เนื่องจากเป็นช่วงที่แพ้ท้องลดลงและขนาดท้องยังไม่ใหญ่อยู่ในท่านอนทำฟันได้สบาย

สรุป: จุดเริ่มต้นสุขภาพที่ดีของลูก… เริ่มต้นที่ สุขภาพช่องปาก ของคุณแม่

สุขภาพช่องปาก ของคุณแม่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงามหรือการปราศจากอาการปวดฟันเท่านั้น แต่ยังเป็นด่านแรกในการปกป้องสุขภาพโดยรวมของลูกน้อย ทั้งในด้านพัฒนาการสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ และการลดโอกาสที่ลูกจะเกิดโรคฟันผุในอนาคต

การวางแผนดูแลสุขภาพช่องปากตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ หรือการเข้ารับการตรวจและดูแลช่องปากอย่างสม่ำเสมอระหว่างตั้งครรภ์ จึงเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่มีคุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณแม่สามารถมอบให้แก่ลูกน้อยได้ เนื่องจากดูแลสุขภาพช่องปากในแต่ละช่วงวัย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก มีความละเอียดอ่อนและต้องการความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณแม่และลูกน้อยมีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรงและเติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุข

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย